"ฟองน้ำล้างจาน" แหล่งสะสมเชื้อโรค-แบคทีเรีย แนะวิธีทำความสะอาด

วันที่ 2017-08-11 15:03:25 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ - คุณภาพชีวิต

 
tags :
 

อันตราย!! "ฟองน้ำล้างจาน" แหล่งสะสมเชื้อโรค ก่ออาหารเป็นพิษ-อุจจาระร่วง กรมอนามัยแนะทำความสะอาดหลังล้างจาน พร้อมนำไปตากแดด 2-3 ชั่วโมง หรือแช่น้ำส้มสายชู ช่วยยับยั้งแบคทีเรีย

นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ทุกครัวเรือนจะมีการใช้ฟองน้ำสำหรับล้างจานเป็นประจำ เพื่อทำความสะอาดล้างคราบสกปรกของจาน ชาม และอุปกรณ์เครื่องครัวต่างๆ ที่ใช้งานเสร็จแล้ว โดยฟองน้ำที่ผ่านการใช้งาน หากไม่ล้างทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่ติดอยู่ให้หมดไป ก็จะกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อจุลินทรีย์ หรือแบคทีเรียก่อโรค เช่น เชื้อซัลโมเนลลา ที่ติดมากับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ เป็นต้น ซึ่งเป็นอาจสาเหตุของการเกิดโรคอาหารเป็นพิษและโรคอุจจาระร่วงได้ หากใช้ฟองน้ำล้างจานซ้ำๆ โดยไม่ล้างทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรค เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรค

นพ.ดนัย กล่าวว่า หลังการใช้งานทุกครั้ง ควรนำฟองน้ำล้างจานหรือแผ่นใยขัดมาล้างน้ำเปล่าให้สะอาด และนำไปตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง หรือใช้น้ำส้มสายชู 4 ช้อนโต๊ะผสมกับน้ำเปล่าครึ่งลิตร แล้วนำฟองน้ำหรือแผ่นใยขัดแช่ไว้ 1 คืน และต้องเปลี่ยนน้ำส้มสายชูทุกวันหรืออาจใช้ผลิตภัณฑ์ล้างจานที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งแบคทีเรียล้างทำความสะอาดฟองน้ำได้เช่นกัน สิ่งสำคัญ คือควรแยกฟองน้ำที่จะใช้ล้างภาชนะให้เหมาะกับแต่ละประเภท อาทิ จาน ชาม กระทะ แก้วน้ำ

"สำหรับจาน ชาม และภาชนะต่างๆ ที่ผ่านการใช้งาน ควรล้างทำความสะอาดทันที เพื่อป้องกันแหล่งสะสมของเชื้อโรค ก่อนล้างควรกวาดเศษอาหารทั้งหมดทิ้งในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด แล้วล้างภาชนะด้วยน้ำผสมน้ำยาล้างจาน เพื่อล้างคราบไขมัน เศษอาหาร และสิ่งสกปรกที่ติดค้างอยู่ โดยใช้ฟองน้ำหรือแผ่นใยสังเคราะห์ช่วยในการทำความสะอาด แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 2 ครั้ง เพื่อล้างน้ำยาล้างจานและสิ่งสกปรกต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ออกให้หมด แล้วคว่ำให้แห้ง หรือผึ่งตากในที่ที่มีแสงแดดส่องถึงเพื่อฆ่าเชื้อโรค และบริเวณที่คว่ำต้องไม่มีฝุ่นหรือแมลงวัน โดยคว่ำบนตะแกรงหรือตะกร้า หรือจุดวางภาชนะที่สูงจากพื้น 60 เซนติเมตร ไม่ควรใช้ผ้าเช็ดเพราะอาจทำให้เกิดการปนเปื้อนจากสิ่งสกปรกที่ติดมากับผ้าได้" รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ที่มา : http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrview.aspx?NewsID=9600000082160