'สหรัฐฯ'เตรียมเพิ่มลงโทษคว่ำบาตร'พวกบริษัทจีน'เพื่อบีบให้เลิกติดต่อ'เกาหลีเหนือ'

วันที่ 2017-07-15 21:33:53 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ - ต่างประเทศ

 
tags :
 

US readies new sanctions on China firms over North Korea
By Matt Spetalnick and David Brunnstrom
14/07/2017

สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐฯเปิดเผยว่า คณะบริหารทรัมป์ซึ่งหมดความอดทนลงไปเรื่อยๆ กำลังเตรียมที่จะใช้มาตรการลงโทษคว่ำบาตรใหม่ๆ ในเวลาไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ เพื่อเล่นงานพวกสถาบันการเงินและบริษัทจีนขนาดเล็กๆ ที่มีความโยงใยกับโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธเกาหลีเหนือ

ด้วยความรู้สึกหงุดหงิดผิดหวังจากการที่จีนยังไม่ได้ทำอะไรให้มากขึ้นเพื่อเหนี่ยวรั้งเกาหลีเหนือ คณะบริหารทรัมป์จึงกำลังพิจารณาที่จะใช้มาตรการลงโทษคว่ำบาตรใหม่ๆ เพิ่มเติมภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยคราวนี้มุ่งเล่นงานพวกธนาคารและกิจการอื่นๆ ที่เป็นรายเล็กๆ ของแดนมังกรซึ่งกำลังทำธุรกิจกับเปียงยาง ทั้งนี้ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 รายต่อสำนักข่าวรอยเตอร์

มาตรการใหม่ของสหรัฐฯนี้ในเบื้องต้นทีเดียวจะเล่นงานบรรดากิจการของจีนซึ่งถือเป็น “ผลไม้ลูกที่ห้อยอยู่ต่ำๆ” โดยครอบคลุมทั้งพวกสถาบันการเงินขนาดย่อมๆ ลงมา และพวกบริษัท “ที่มีแต่เปลือกนอก” ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโยงใยกับประดาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ 1 ใน 2 เจ้าหน้าที่สหรัฐฯกล่าว ทว่ายังไม่เปิดเผยชื่อพวกเป้าหมายที่อาจถูกลงโทษคว่ำบาตร

สำหรับพวกแบงก์จีนขนาดใหญ่ๆ ขึ้นไปนั้น ในเวลานี้จะยังไม่ถูกแตะต้อง เจ้าหน้าที่ผู้นี้เปิดเผย

การปฏิบัติการของสหรัฐฯคราวนี้จะมีขึ้นในช่วงเวลาใดและมีขนาดขอบเขตแค่ไหนนั้น ที่สำคัญแล้วจะขึ้นอยู่กับว่าจีนแสดงการตอบสนองอย่างไรต่อแรงบีบคั้นให้ต้องใช้มาตรการแข็งกร้าวหนักแน่นยิ่งขึ้นอีกในการเล่นงานเกาหลีเหนือ ระหว่างที่คณะเจ้าหน้าที่ของสหรัฐฯและของจีนพบปะกันในการสนทนาระดับสูงทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในกรุงวอชิงตันวันพุธที่ 19 กรกฎาคมนี้ พวกแหล่งข่าวที่เป็นเจ้าหน้าที่ในคณะบริหารทรัมป์เหล่านี้บอกกับรอยเตอร์

ทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และพวกผู้ช่วยระดับท็อปของเขา ต่างแสดงสัญญาณว่าหมดความอดทนต่อจีนลงไปเรื่อยๆ ในเรื่องการจัดการกับเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ที่โสมแดงเปิดการทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีข้ามทวีปของตนเป็นครั้งแรกในวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่งพวกผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเป็นขีปนาวุธลูกแรกของเกาหลีเหนือที่มีพิสัยทำการครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งรัฐอะแลสกาทีเดียว

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯหลายต่อหลายรายยังเรียงหน้ากันออกมาเตือนจีนว่า อาจจะเผชิญการบีบคั้นจากสหรัฐฯทั้งในทางการค้าและทางเศรษฐกิจ –อันเป็นสิ่งที่ทรัมป์ยังคงระงับเอาไว้ชั่วคราวนับแต่ที่เขาขึ้นครองตำแหน่งในทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่าน ถ้าหากยังคงไม่ทำอะไรให้มากขึ้นเพื่อระงับยับยั้งชาติเพื่อนบ้านของตนรายนี้

การเล่นงานพวกธนาคารและกิจการอื่นๆ ของจีนเช่นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกกันว่า “การลงโทษคว่ำบาตรระดับทุติยภูมิ” (secondary sanctions) ซึ่งสหรัฐฯกำลังพิจารณาที่จะนำมาใช้ สาระสำคัญของการลงโ ทษคว่ำบาตรเช่นนี้ก็คือการออกแรงกดดันทางเศรษฐกิจใส่เป้าหมายที่เป็นพวกบริษัทพวกกิจการในประเทศต่างๆ ที่มีความผูกพันกับเกาหลีเหนือ ด้วยการปฏิเสธไม่ให้บริษัทไม่ให้กิจการเหล่านี้ สามารถเข้าถึงตลาดและระบบการเงินของสหรัฐฯ

คำบอกเล่าเกี่ยวกับแผนการลงโทษคว่ำบาตรลักษณะเช่นนี้ ถูกเปิดเผยออกมาในจังหวะเวลาเดียวกับที่เอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำสหประชาชาติ นิกกี้ เฮลีย์ (Nikki Haley) มองหาหนทางเอาชนะแรงคัดค้านจากจีนและรัสเซีย ต่อร่างญัตติฉบับหนึ่งซึ่งเสนอต่อคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น โดยมีเนื้อหากำหนดให้เพิ่มการลงโทษคว่ำบาตรของนานาชาติต่อเปียงยางอย่างเข้มงวดหนักแน่นยิ่งขึ้นไปอีก

หนึ่งในเจ้าหน้าที่สหรัฐฯซึ่งเป็นแหล่งข่าวของรอยเตอร์กล่าวว่า เป้าหมายสถาบันการเงินและกิจการของจีนที่อเมริกากำลังพิจารณาจะลงโทษนั้น มาจากรายชื่อสถาบันและกิจการจำนวน “มากกว่า 10 แห่งแน่ๆ” ซึ่งทรัมป์นำขึ้นมาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ระหว่างการประชุมซัมมิต ณ รีสอร์ตของทรัมป์ในมลรัฐฟลอริดาเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา และต่อจากนั้นพวกผู้เชี่ยวชาญของสหรัฐฯยังคงทำการรวบรวมและทบทวนบัญชีนี้อย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

ทั้งนี้จวบจนถึงขณะนี้คณะบริหารทรัมป์ยังไม่ได้เห็นสิ่งที่ทำให้ฝ่ายตนพิจารณาได้ว่าเป็นการตอบสนองอย่างเพียงพอจากฝ่ายจีน

“ท่านประธานาธิบดีกำลังหมดความอดทนกับจีนลงไปเรื่อยๆ” เจ้าหน้าที่ผู้นี้กล่าว และเพิ่มเติมว่า คงจะต้องมี “วิธีเข้าถึงปัญหาแบบแข็งกร้าวยิ่งขึ้นเพื่อทำการลงโทษพวกสถาบันและกิจการของจีน ... ในอนาคตอันไม่ไกลต่อจากนี้”

เมื่อรอยเตอร์ทำการสอบถามอย่างเป็นทางการ ทำเนียบขาวก็ไม่ขอแถลงอะไรในเรื่องนี้

ขณะที่ในกรุงปักกิ่ง เกิ่ง ส่วง (Geng Shuang) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนแถลงย้ำเรื่องที่จีนคัดค้านการใช้มาตรการลงโทษคว่ำบาตรแต่เพียงฝ่ายเดียวอย่างนอกเหนือเกินเลยไปจากกรอบของสหประชาชาติ และยืนยันว่าจีนกำลังบังคับใช้กำลังกระทำตามมติต่างๆ ของคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นอย่างเต็มที่แล้ว

การที่เรียกร้องให้จีนช่วยเหลือเพื่อผ่านร่างญัตติคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็น แล้วจากนั้นก็ยังคงใช้มาตรการลงโทษคว่ำบาตรแต่ฝ่ายเดียวต่อจีนนั้น ก็เหมือนๆ กับ “การทอดทิ้งผู้มีพระคุณต่อตนเองหลังจากที่บรรลุเป้าหมายของตนแล้ว” เกิ่งบอก

“สิ่งที่จีนนำมาบังคับใช้ก็คือมติต่างๆ ของสหประชาชาติ ไม่ใช่กฎหมายภายในของประเทศบางประเทศ”

เท่าที่ผ่านมามาตรการลงโทษคว่ำบาตรทั้งของสหรัฐฯและของยูเอ็น ยังคงล้มเหลวไม่สามารถทำให้เกาหลีเหนือเปลี่ยนใจยุติการเดินหน้าโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของตนได้ และเมื่อวันศุกร์ที่ 14 กรกฎาคม โสมแดงยังคงอ้างเหตุผลความชอบธรรมของการที่ตนเองทำการทดสอบขีปนาวุธนำวิถีข้ามทวีปว่า นี่เป็นการใช้สิทธิอย่างถูกต้องตามกฎหมายในการคุ้มครองป้องกันตนเอง

ทั้งนี้สำนักข่าวเคซีเอ็นเอของทางการเกาหลีเหนือรายงานโดยอ้างโฆษกกระทรวงการต่างประเทศโสมแดงที่มิได้มีการระบุชื่อ ได้กล่าวประณามความพยายามของสหรัฐฯที่จะผ่านร่างมติยูเอ็นฉบับใหม่ โดยกล่าวว่าเป็นเพียง “การขู่เข็ญล่อลวง” ที่เสกสรรค์ขึ้นมาโดยสหรัฐฯเพื่อที่จะหลีกหนีจากความรับผิดชอบของตนเองสำหรับการเป็นตัวการขับดันให้เกาหลีเหนือต้อง “เพิ่มพูนแสนยานุภาพทางนิวเคลียร์ของตน”

“หากคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นยินยอมรับรอง ญัตติว่าด้วยการลงโทษคว่ำบาตรอีกฉบับหนึ่งแล้ว ก็จะเป็นการจุดชนวนให้เกิดมาตรการตอบโต้ติดตามมาเท่านั้น” สำนักข่าวเคซีเอ็นเอรายงานโดยบอกว่าเป็นคำพูดของโฆษกคนดังกล่าว ทว่าไม่ได้แจกแจงรายละเอียดว่าการตอบโต้นี้จะมีอะไรบ้าง

คำเตือนจาก นิกกี้ เฮลีย์

ถึงแม้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 รายที่เป็นแหล่งข่าวของรอยเตอร์ย้ำว่า ยังไม่ได้มีการตัดสินใจในขั้นสุดท้ายใดๆ แต่พวกเขาก็บอกว่าจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ เป็นผู้ที่ต้องแสดงบทบาทสำคัญยิ่งในการบีบคั้นเปียงยาง เพื่อป้องกันสกัดกั้นไม่ให้โสมแดงประสบความสำเร็จในการบรรลุความสามารถที่จะโจมตีสหรัฐฯด้วยขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์

ระหว่างการประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงยูเอ็นเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เฮลีย์ได้ข่มขู่ที่จะใช้มาตรการลงโทษคว่ำบาตรแบบทุติยภูมิ ถ้าหากคณะมนตรีไม่สามารถเห็นพ้องตกลงกันได้ในมาตรการลงโทษคว่ำบาตรใหม่ๆ ต่อโสมแดง ถึงแม้ว่าเธอไม่ได้เอ่ยชื่อจีนออกมาก็ตามที

อันที่จริงเมื่อปลายเดือนมิถุนายน วอชิงตันได้บังคับใช้มาตรการลงโทษคว่ำบาตรแบบทุติยภูมิไปแล้วด้วยซ้ำ โดยผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายในคราวนั้นคือพลเมืองจีน 2 คนและบริษัทเดินเรือแห่งหนึ่งของแดนมังกร ซึ่งวอชิงตันกล่าวหาว่ามีพฤติการณ์ช่วยเหลือโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ นอกจากนั้นสหรัฐฯยังกล่าวหาธนาคารระดับภูมิภาคแห่งหนึ่งของจีน ซึ่งก็คือ ธนาคารตานตง (Bank of Dandong) ว่ากำลังทำหน้าฟอกเงินให้เปียงยาง

การลงโทษคว่ำบาตรครั้งใหม่ของสหรัฐฯ จะมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการส่งข้อความไปถึงปักกิ่งว่า วอชิงตันมีความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ที่จะลงมือปฏิบัติการด้วยตนเองต่อไปอีก

แต่อย่างน้อยที่สุดในขณะนี้ มาตรการเหล่านี้จะยังคงไม่ถึงขนาดการลงโทษคว่ำบาตรอย่างกว้างขวางแบบ “ทั่วทั้งภาคส่วนทั้งทั้งแขนงอุตสาหกรรม” อย่างที่ประธานาธิบดีอเมริกันคนก่อนทรัมป์ คือ บารัค โอบามา ได้นำมาใช้ โดยอาศัยทั้งการปฏิบัติการแบบตามลำพังฝ่ายเดียวและแบบนานาชาติมาเล่นงานอิหร่าน เพื่อกดดันให้เตหะรานยินยอมเข้าสู่การเจรจาระงับโครงการนิวเคลียร์ของตน

ด้าน ชุย เทียนข่าย เอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน แถลงในวันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคมว่า มาตรการลงโทษคว่ำบาตรแบบทุติยภูมิเป็นสิ่งที่จีน “ไม่สามารถยอมรับได้”

“การปฏิบัติการเช่นนั้นกำลังเป็นการขัดขวางความร่วมมือกันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ และนำไปสู่คำถามจำนวนมากเกี่ยวกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของฝ่ายสหรัฐฯ” ทั้งนี้ตามข้อความการแถลงแสดงความคิดเห็นของเขาที่นำออกเผยแพร่โดยสถานเอกอัครราชทูตจีน

การคุกคามที่จะใช้มาตรการลงโทษคว่ำบาตรแบบทุติยภูมิต่อพวกกิจการของจีนต่อไปอีก อาจส่งผลสร้างความยุ่งยากให้แก่การหารือระดับสูงของ 2 ประเทศในวันพุธหน้า (19 ก.ค.) ที่มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “การสนทนาทางเศรษฐกิจอย่างทั่วด้านสหรัฐฯ-จีน” (U.S.-China Comprehensive Economic Dialogue) ซึ่งถือเป็นเวทีประชุมสำคัญสำหรับการลดความแตกต่างระหว่าง 2 ประเทศที่เป็นเจ้าของเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับหนึ่งและอันดับสองของโลก

แหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ของรอยเตอร์กล่าวว่า ขณะที่การเตรียมการเพื่อดำเนินการลงโทษคว่ำบาตรสดๆ กำลังเดินหน้าไป แต่ถ้าจีนมีก้าวเดินใหม่ๆ ที่จับต้องได้ ก็อาจทำให้วอชิงตันเก็บมาตรการเหล่านี้เอาไว้ก่อน

“พวกเขาต้องแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความเอาจริงเอาจังกันจริงๆ” เจ้าหน้าที่คนที่ 2 บอก “เราจะไม่ปล่อยให้ตนเองกลายเป็นอัมพาตด้วยการไม่มีการปฏิบัติการใดๆ”

ทรัมป์นั้นได้เคยให้คำมั่นครั้งแล้วครั้งเล่าในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งของเขาที่จะใช้ไม้แข็งจัดการกับวิธีปฏิบัติทางการค้าของจีนซึ่งเขามองว่าไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐฯ ทว่าถ้อยคำวาทกรรมของเขาได้อ่อนลงมากภายหลังการประชุมซัมมิตกับผู้นำจีนเมื่อเดือนเมษายนซึ่งบรรยากาศมีความเป็นมิตรมากกว่าที่เคยคาดหมายกันไว้

ไม่นานนักหลังการพบปะกันคราวนี้ ทรัมป์กล่าวว่าเขาได้บอกกับสีว่า จีนจะได้ข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯที่ดีขึ้นกว่าเดิม ถ้าหากจีนสามารถรั้งบังเหียนเกาหลีเหนือได้

แต่ในระยะไม่กี่สัปดาห์หลังๆ มานี้ ทรัมป์ได้พ่นไฟทวิตข้อความหลายครั้งหลายหน ประณามการค้าที่จีนมีอยู่กับเกาหลีเหนือซึ่งตัวเลขแสดงว่ากลับเพิ่มพูนสูงขึ้น รวมทั้งแสดงความสงสัยข้องใจว่าปักกิ่งกำลังทำอะไรอย่างเพียงพอแล้วหรือในการเหนี่ยวรั้งเปียงยาง

ไม่เฉพาะแต่เพียงทำเนียบขาว ในรัฐสภาสหรัฐฯก็กำลังมีความสนใจกังวลเกี่ยวกับเกาหลีเหนือเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ดังเห็นได้จากกรณีที่สมาชิก 2 คนในคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาสหรัฐฯ ได้แก่ วุฒิสมาชิกคริส แวน โฮลเลน (Chris Van Hollen) ของพรรคเดโมแครต และวุฒิสมาชิก แพต ทูมีย์ (Pat Toomey) ของพรรครีพับลิกัน ประกาศเมื่อวันพุธที่ 12 กรกฎาคมว่า ในเร็วๆ นี้พวกเขาจะเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่เพื่อจัดการกับเกาหลีเหนือ โดยถือตามโมเดลของประดากฎหมายลงโทษคว่ำบาตรแบบทุติยภูมิต่ออิหร่านที่รัฐสภาสหรัฐฯได้เคยผ่านออกมาบังคับใช้

เอเชียไทมส์เสนอรายงานข่าวนี้ซึ่งมาจากสำนักข่าวรอยเตอร์ ดูต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ http://www.atimes.com/article/us-readies-new-sanctions-china-firms-north-korea/ และhttp://www.reuters.com/article/us-northkorea-usa-sanctions-exclusive-idUSKBN19Y28A



ที่มา : http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrview.aspx?NewsID=9600000072129

ข่าวที่เกี่ยวข้อง \'สหรัฐฯ\'เตรียมเพิ่มลงโทษคว่ำบาตร\'พวกบริษัทจีน\'เพื่อบีบให้เลิกติดต่อ\'เกาหลีเหนือ\'

ข่าวที่คล้ายกัน