จังหวัดน่านจ่อพัฒนาฐานข้อมูลที่ดิน…เร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้

วันที่ 2017-07-11 18:45:25 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ - ภูมิภาค

 
tags :
 

(จากซ้าย) อ.ดร.สายบัว เข็มเพ็ชร หัวหน้าทีมวิจัยโครงการฯ/ รศ.ดร.ศักดิ์ดา จงแก้ววัฒนา ผู้ประสานงานโครงการฯ ป่าต้นน้ำจังหวัดน่าน เป็นจุดกำเนิดแม่น้ำสายหลักที่ไหลมารวมกับแม่น้ำสายอื่นๆ เกิดเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่หล่อเลี้ยงประเทศไทยมายาวนาน โดย 40% ของแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นน้ำจากแม่น้ำน่าน จึงอาจกล่าวได้ว่านี่คือป่าต้นน้ำที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย

หากเรารื้อทบทวนข้อมูลทางประชากรศาสตร์จะพบว่า จ.น่านประกอบด้วยเขต การปกครอง 15 อำเภอ 99 ตำบล มีพื้นที่ประมาณ 7.6 ล้านไร่ ซึ่งในปี พ.ศ. 2507 รัฐบาลไทย ได้กำหนดและประกาศเขตพื้นที่ จ.น่าน เป็นพื้นที ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 6.5 ล้านไร่

อย่างไรก็ตามเนื่องจากสถานการณ์การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ที่เกิดขึ้นกับจังหวัดน่านกว่า 20 ปี ที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีความพยายามจากหลายภาคส่วนในการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่สถานการณ์กลับไม่ดีขึ้น ทำให้จังหวัดน่านสูญเสียพื้นที่ป่าไม้

โดยเฉพาะพื้นที่ป่าไม้ที่ประกาศ เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ และพื้นที่ป่าในพื้นที่ชั้นคุณภาพ ลุ่มน้ำชั้น 1A ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ ลำธารของประเทศ อันประกอบไปด้วยลุ่มน้ำย่อยขนาดเล็ก ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่รองรับ น้ำฝนและปลดปล่อยน้ำท่าไหลรวมลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา ส่งผลให้สูญเสียความหลากหลาย ทางชีวภาพ เศรษฐกิจและสังคมทั้งต่อชุมชนเมืองและชุมชนในพื้นที่ รวมทั้งผลกระทบต่อ สภาวะน้ำแล้ง น้ำท่วม ทั้งในพื้นที่จังหวัดน่าน และในเขตพื้นที่ภาคกลางของประเทศไทย

จากสถานการณ์การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ ทำให้น่านสูญเสียพื้นที่ทรัพยากรป่าไม้ถึง 1.5 ล้านไร่ในที่ราบสูง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงร่วมกับธนาคารกสิกรไทย สนับสนุนโครงการวิจัย การพัฒนาฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการจัดทำแผน ชุมชนสำหรับการอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ จังหวัดน่าน เพื่อสะท้อนข้อมูลว่า เกิดอะไรขึ้นที่ป่าต้นน้ำน่าน

ตัวเลขที่ปรากฏในงานวิจัยเป็นข้อมูลที่ย้อนหลังได้ 30 ปี และเก็บสถิติถูกต้องชัดเจน เพื่อจะชี้ชัดไปที่ปัญหาอย่างถูกจุด โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียม และลงลึกได้เป็นรายตำบลทั้ง 99 ตำบลของ จ.น่าน ข้อมูลที่ได้นี้ใช้ติดตามและวางแผนการแก้ปัญหาร่วมกันของหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง

อาจารย์ ดร.สายบัว เข็มเพ็ชร คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏ เชียงใหม่ หัวหน้าโครงการฯ อธิบายว่า ผลงานวิจัยโครงการ การพัฒนาฐานข้อมูลการใช้ ประโยชน์ที่ดินเพื่อการจัดทำแผนชุมชนสำหรับการอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ จังหวัด น่าน ได้จำแนกและวิเคราะห์พื้นที่ป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดินรายตำบลของจังหวัดน่าน

โดยใช้และวิเคราะห์ข้อมูลจากภาพดาวเทียม Landsat ระบบ TM (Thematic Mapper) ขนาดรายละเอียด 25 เมตร ของปี 30-54 และข้อมูลภาพดาวเทียม Thaichote ขนาด รายละเอียด (Resolution) 2 เมตร ในปี พ.ศ.2556

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลชี้ให้เห็นเชิงประจักษ์ว่าพื้นที่ป่าไม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติลดลง อย่างต่อเนื่องทุกปี โดยในช่วงปี พ.ศ. 2530 - 2548 จ.น่านมีพื้นที่ป่าไม้ลดลงเฉลี่ยปีละประมาณ 20,500 ไร่ และในระหว่างปี พ.ศ. 2548 – 2554 พื้นที่ป่าไม้ลดลงเฉลี่ยปีละ 56,300 ไร่ ข้อมูล ดังกล่าวสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของพื้นที่การปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยวโดยเฉพาะข้าวโพด ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ


ด้าน นายสำรวย ผัดผล นายกอบต. เมืองจัง จ.น่าน หนึ่งในทีมวิจัยโครงการ การพัฒนาฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการจัดทำแผนชุมชนสำหรับการอนุรักษ์ และ ฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ จังหวัดน่าน กล่าวว่า “จังหวัดน่านเป็น จังหวัดที่มีเขตการปกครอง 15 อำเภอ 99 ตำบล มีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ 7.6 ล้านไร่ โดยมีพื้นที่ ป่าไม้กว่า 6.5 ล้านไร่ ซึ่งคิดเป็น 84% ของพื้นที่ทั้งหมด จังหวัดน่านเริ่มสูญเสียพื้นที่ป่าไม้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ที่รัฐบาลเปิดให้ สัมปทานป่าไม้แก่บริษัทเอกชน ทำให้พื้นที่ป่าไม้ของจังหวัดน่านเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว”

ในช่วงปี พ.ศ. 2513 - 2514 ชาวเขาเผ่าม้ง และเมี่ยน (เย้า) นับหมื่นคนได้อพยพลี้ภัย สงครามจาก สปป.ลาว เข้ามาในเขตจ.น่าน ซึ่งรัฐบาลไทยได้ตั้งค่ายอพยพขนาดใหญ่ ที่บ้านน้ำยาว เป็นรอยเขตติดต่อระหว่างอำเภอสันติสุขกับอำเภอปัว โดยที่รัฐบาลไทยได้ เคลื่อนย้ายผู้อพยพไปตั้งรกรากตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เพื่อขัดขวางและปิดกั้นการ เคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ซึ่งหมู่บ้านผู้อพยพเหล่านี้ ตั้งอยู่ใน เขตป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ ชาวม้งได้ถางป่าเพื่อทำไร่หมุนเวียนและขยายวงออกไปเรื่อยๆ

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พื้นที่ป่าต้นน้ำของจังหวัดน่านลดลงอย่างรวดเร็ว คือ การที่ รัฐบาลส่งเสริมการปลูกข้าวโพด ซึ่งเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ข้าวโพดเป็นพืชไร่เศรษฐกิจของ จ.น่าน และปลูกอยู่ในบริเวณพื้นที่เนินเขาในเขตป่าต้นน้ำ โดยทั่วไปนั้นการทำการเกษตร บนพื้นที่สูงได้ใช้ทรัพยากรที่ไม่เหมาะสมและเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ ทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้ จนทำให้ทรัพยากรเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลกระทบ ต่อการดำรงชีวิตของชุมชน

นอกจากนั้นการบุกรุกเข้าไปใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตป่าไม้บนพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ของจังหวัดน่านเป็นปัญหาสำคัญที่ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อจังหวัดน่านเท่านั้น ยังส่งผลกระทบ ต่อพื้นที่อื่นๆ ของประเทศโดยเฉพาะพื้นที่ราบลุ่มภาคกลางที่รับน้ำจากลุ่มน้ำน่าน

ธนาคารกสิกรไทย โดย นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธาน บมจ.ธนาคารกสิกรไทย ได้นำ ข้อมูลสถานการณ์การลดลงของพื้นที่ป่าน่านทั้งระดับภาพรวมและรายตำบลนำเสนอในงาน ประชุมสัมมนา รักษ์ป่าน่าน ครั้งที่ 1 (10 มีนาคม 2557) ครั้งที่ 2 (16 กุมภาพันธ์ 2558) และครั้งที่ 3 (6 มีนาคม 2560) เพื่อเป็นข้อมูลสำหรับติดตามความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหา ป่าน่านร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

งานประชุมสัมมนา “รักษ์ป่าน่าน” นี้ จัดโดยสำนักงาน โครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กองทัพบก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธนาคารกสิกรไทย และทุกครั้งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จมาเป็นองค์ประธาน

ผลงานวิจัยนี้ถูกนำไปประยุกต์ใช้เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ป่าในระดับตำบล โดยมูลนิธิ กสิกรไทย ได้จัดทำ “สมุดพกตำบล” สำหรับองค์การบริหารส่วนตำบล และชุมชนในพื้นที่ของ แต่ละตำบลสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่าของตำบล (เผยแพร่ในเว็บไซต์ www.rakpanan.org) รวมถึงการประสานกับหน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง กับการจัดทำแผนฟื้นฟูป่าต้นน้ำ

และเพื่อให้ประชาชนน่านได้ร่วมกันหาแนวทางอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ ธนาคารกสิกรไทยเอง ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ในการขยายผลการทำงานจากโครงการวิจัยฯ ในการจัดหา ข้อมูลจากดาวเทียมรายละเอียดปานกลาง รวมทั้งวิเคราะห์ และจัดทำชั้นข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ต่อการอนุรักษ์ป่าไม้ จ.น่าน เช่น ข้อมูลขอบเขตการปกครอง พื้นที่แหล่งน้ำ ขอบเขตป่า จังหวัดน่าน พื้นที่เมืองและชุมชน จ.น่าน เป็นต้น โดยข้อมูลเหล่านี้จะนำไป วิเคราะห์และศึกษา การเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าไม้ของจังหวัดน่านต่อไป

ในส่วนของความร่วมมือภาคประชาชนนั้น ได้มีการคัดเลือกอบต. ทั้งสิ้น 15 ตำบล เพื่อให้ร่วมกันรับทราบว่าพื้นที่ป่าของตำบลใดสูญเสียไปบ้าง โดยได้กลายเป็นพื้นที่ปลูกพืช เชิงเดี่ยวของชาวบ้านไปแล้ว พอภาคประชาชนได้เห็นความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้ว จึงรวมตัวกัน เพื่อเขียนแผนยุทธศาสตร์ฟื้นฟูอนุรักษ์พื้นที่ป่าขึ้นมาใหม่ แต่เนื่องจากพื้นที่ป่าไม้ที่สูญเสียนั้น เป็นพื้นที่ในเขตป่าสงวน จึงดำเนินการได้ยากมาก

ทางกรมป่าไม้จึงพยายามผ่อนปรนกฎข้อนี้ให้มากขึ้น โดยให้ประชาชนอยู่ร่วมกับป่าได้โดยที่ไม่ต้องปลูกพืชเชิงเดี่ยว พร้อมกันนั้น ทีมวิจัย โครงการ การพัฒนาฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อการจัดทำแผนชุมชนสำหรับการอนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ จังหวัดน่าน เตรียมลงพื้นที่ให้ความรู้กับประชาชน ในการจัดหา แหล่งน้ำที่เพียงพอในเขตพื้นที่รอบหมู่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านสามารถปลูกข้าวโพดในที่ดินของ ตนเอง ในขณะเดียวกัน ก็สามารถปลูกต้นไม้แบบผสมผสานเพื่อเก็บลูกเก็บดอกในพื้นที่ป่า สงวนได้ โดยไม่ต้องถางป่าเพื่อทำการเกษตรอีกต่อไป

ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าต้นน้ำถือเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนในจังหวัด และหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และหน่วยงาน NGO ในพื้นที่เห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญ และมีความพยายาม ที่จะเข้าไปแก้ปัญหา แต่ยังขาดการจัดการร่วมกันอย่างเป็นระบบ ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงจำเป็น ต้องอาศัยข้อมูลที่รอบด้านเพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจร่วมต่อสถานการณ์ปัญหา และแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ที่มา : http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrview.aspx?NewsID=9600000070557

ข่าวที่เกี่ยวข้อง จังหวัดน่านจ่อพัฒนาฐานข้อมูลที่ดิน…เร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้

ข่าวที่คล้ายกัน