ไม่ใช่แค่สวยงาม!! ร้องบรรจุ "ครีมกันแดด" เข้าระบบประกันสุขภาพรัฐ ช่วยป้องกัน "ผู้ป่วยเอสแอลอี" อาการกำเริบ

วันที่ 2017-07-03 16:43:17 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ - คุณภาพชีวิต

 
tags :
 

กุมารแพทย์ รพ.เด็ก ร้องบรรจุ "ครีมกันแดด" เข้าระบบหลักประกันสุขภาพของรัฐ ช่วยป้องกันโรคกำเริบในผู้ป่วยแพ้ภูมิตัวเอง "เอสแอลอี" เหตุผู้ป่วยไวต่อแสงมากกว่าคนทั่วไป รับรังสีอัลตราไวโอเลตทำเกิดผื่นแพ้แสง อาการกำเริบรุนแรง ขณะที่ประเทศไทยอยู่โซนม่วง รังสียูวีสูงกว่า 11 ตลอดปี ด้านแพทย์ผิวหนังแนะวิธีทางครีมกันแดดที่ถูกต้อง ระบุคนไทย 60% ทาครีมกันแดดไม่ถูกวิธี

นพ.กันย์ พงษ์สามารถ กุมารแพทย์โรคข้อและรูมาติสซัม สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กล่าวในงานเสวนา "แดดจ๋า อย่ารังแกหนู หนูเป็นโรคเอสแอลอี" ภายในกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการกุศล "ปันน้ำใจให้น้องครั้งที่ 4" เพื่อระดมเงินและสิ่งของเข้ากองทุนผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตัวเอง มูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก ว่า ผู้ป่วยเอสแอลอี กับ นักปั่นจักรยาน มีปัจจัยเสี่ยงร่วมกันคือเรื่องของการถูกแสงแดดและรังสีอัลตราไวโอเลตซึ่งในคนที่ไม่มีโรคนั้นนอกจากจะทำให้ผิวไหม้เกรียม หรือเกิดริ้วรอยก่อนวัยแล้วยังอาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนังได้อีกด้วยส่วนในผู้ป่วยโรคเอสแอลอี กลไกการกำจัดเซลล์ผิวหนังที่ตายทำงานได้เชื่องช้ากว่าคนทั่วไป ทำให้โปรตีนในนิวเคลียสที่ตกค้างอยู่กระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันแอคทีฟได้ และนอกจากนี้ผู้ป่วยเอสแอลอีมักได้รับยาสเตียรอยด์ ซึ่งทำให้ผิวหนังเปราะบางมากขึ้นด้วยจึงทำให้ผู้ป่วยเอสแอลอีมีความไวต่อแสงมากกว่าคนทั่วไป หากโดนแสงแดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรังสีอัลตราไวโอเลตจะไม่เพียงแต่ทำให้เกิดผื่นแพ้แสง แต่อาจทำให้โรคกำเริบรุนแรงได้อีกด้วย

"การทาครีมกันแดดอย่างถูกต้องจะช่วยป้องกันได้มากแต่ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพสูง และปลอดภัยต่อผิวที่เปราะบางมักมีราคาแพงทำให้ผู้ป่วยที่มีฐานะไม่ดี ไม่สามารถเข้าถึงได้ ในหน้าร้อนของทุกๆ ปี จะต้องมีผู้ป่วยเอสแอลอีเกิดโรคกำเริบขึ้นอันที่จริงประเทศไทยเราอยู่ในโซนสีม่วงที่ค่าดัชนีความเข้มของรังสียูวีสูงกว่า11ตลอดทั้งปีจึงมีความจำเป็นที่ผู้ป่วยเหล่านี้จะต้องใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอครีมกันแดดที่อาจถูกมองว่าเป็นเวชสำอางค์สำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับคนไข้เอสแอลอีคือการป้องกันโรคกำเริบมูลนิธิโรงพยาบาลเด็กจัดกิจกรรมระดมทุนเพื่อหาครีมกันแดดให้กับผู้ป่วยเหล่านี้ทุกปีจึงอยากให้คนไข้เหล่านี้สามารถรับครีมกันแดดจากระบบประกันสุขภาพของรัฐได้" นพ.กันย์ กล่าว

พญ. ปิยอร หัสดินทร ณ อยุธยาแพทย์ผิวหนัง กองแพทย์หลวง สำนักพระราชวังกล่าวว่า วิธีเลือกครีมกันแดดคือให้ดูที่ค่าSPF (Sun Protection Factor)หรือค่าความสามารถในการป้องกันรังสีUVBส่วนUVAให้ดูที่ค่าPAโดยสำหรับผู้ป่วยเอสแอลอีจะแนะนำค่าSPF 50และค่าPA+++ขึ้นไป โดยครีมกันแดด อาจแบ่งออกได้เป็น2ประเภทคือครีมกันแดดชนิดกายภาพ(Physical sunscreen)หรือแบบสะท้อนแสง จะไม่ซึมเข้าสู่ผิวหนังเวลารังสียูวีมากระทบก็จะสะท้อนกลับไป ข้อดีคือ เหมาะกับคนที่ผิวแพ้ง่าย ผิวเด็กแต่จะวอก ดูไม่เป็นธรรมชาติ และหลุดเร็ว อาจต้องทาบ่อยๆ อีกประเภทหนึ่งคือครีมกันแดดชนิดเคมี(Chemical sunscreen)จะซึมเข้าสู่ผิว และดูดซับแสงเปลี่ยนเป็นพลังงานอย่างอื่นป้องกันไม่ให้แสงผ่านลงในชั้นผิวหนังได้ผลิตภัณท์กันแดดหลายชนิดในท้องตลาดจึงมีทั้งสองอย่างผสมกันมากกว่าประเภทละ2ตัวขึ้นไป สำหรับสารเคมีที่อาจทำให้เกิดการแพ้ได้ง่ายก็ควรจะหลีกเลี่ยงเช่น ผลิตภัณท์ที่มีสารพาราเบนเป็นส่วนผสม จากนั้นต้องดูว่าเป็นครีมกันน้ำเมื่อเหงื่อออกจะได้ไม่หายไป นอกจากนี้อาจใช้อุปกรณ์อย่างอื่นช่วย เช่น กางร่มใส่หมวก หรือใส่เสื้อแขนยาว โดยทุกวันนี้คนประมาณ60%ใช้ครีมกันแดดไม่ถูกต้องทำให้ไม่ได้ประสิทธิภาพเท่ากับที่ระบุไว้ การทาในปริมาณที่ถูกต้องคือประมาณ2มิลลิกรัมต่อเนื้อที่ผิวหนัง 1 ตารางเซนติเมตรเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพตามที่เขียนไว้ที่ผลิตภัณฑ์ซึ่งอาจอาจคำนวณง่ายๆ ว่าโดยใช้หน่วยข้อนิ้วมือ

"แสงแดดเป็นอันตรายมาก แม้แต่กับคนทั่วไปแสงแดดก็ยังมีปัญหาดังนั้นครีมกันแดดจึงค่อนข้างสำคัญ แต่ในปัจจุบันผู้ที่เกี่ยวข้องจะให้ความสำคัญกับการรักษามากกว่าการป้องกันแต่ส่วนตัวคิดว่า การป้องกันจะดีกว่าการรักษา" พญ.ปิยอร กล่าว

พญ. พรเพ็ญ อัครวัชรางกูรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคข้อและรูมาติซัม โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชาสภากาชาดไทยที่ปรึกษาชมรมคนต่อสู้โรคเอสแอลอี กล่าวว่า สำหรับคนทั่วไปครีมกันแดดอาจจะถูกใช้เพื่อความสวยงามแต่สำหรับผู้ป่วยโรคเอสแอลอี มันคือชีวิตและแดดในเมืองไทยก็แรงมากทำให้คนที่มีแนวโน้มจะเป็นโรคเอสแอลอีอยู่แล้วถูกกระตุ้นให้เป็นเร็วมากขึ้น เวลาที่เด็กๆ โรคกำเริบอาจจะต้องได้ยาขนานสูง บางคนได้สเตียรอยด์ หรือแรงกว่านั้นทำให้มีผลกระทบหลายอย่าง เช่น ประจำเดือนไม่มา กระดูกพรุนหรือมีปัญหาเรื่องความสูงและความสมบูรณ์ของร่างกาย ดังนั้นตรงนี้จึงสำคัญมาก หากยากันแดดสามารถเบิกได้ในคนไข้ที่จำเป็นจะต้องใช้เช่น ผู้ป่วยโรคเอสแอลอี ถ้าเขาได้รับตรงนี้ มันจะเท่ากับเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของเขาได้เลย

สำหรับผู้ที่สนใจบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือกองทุนผู้ป่วยโรคแพ้ภูมิตนเองมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก สามารถบริจาคได้โดยตรงที่อาคารนริศรา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินีหรือโอนเงินเข้าธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารพ.ราชวิถี ชื่อบัญชี“สมทบทุนมูลนิธิโรงพยาบาลเด็ก”เลขที่บัญชี051-2-09873-5โดยระบุชื่อกองทุนโรคแพ้ภูมิตนเองหรือรหัสกองทุนA-019และหากต้องการรับใบเสร็จเพื่อลดหย่อนภาษีกรุณาส่งหลักฐานการโอนเงินของท่าน และส่งที่อยู่มายังemail:info@thaichf.org LineID: dr.six-shooterทางมูลนิธิจะจัดส่งใบเสร็จรับเงินให้ทางไปรษณีย์

ที่มา : http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrview.aspx?NewsID=9600000067610