"ยาบ้า" เพิ่มจำนวนผู้ป่วยจิตเวช เร่งศึกษา "สติบำบัด" ลดเสพซ้ำ

วันที่ 2017-06-26 17:52:16 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ - คุณภาพชีวิต

 
tags :
 

กรมสุขภาพจิต เผย "ยาบ้า" ต้นเหตุเพิ่มผู้ป่วยทางจิต ด้านผู้ป่วยจิตเภทหันไปเสพสูง แนวโน้มรุนแรงขึ้น ทำผู้ป่วยแย่ลง อาการกำเริบซ้ำก้าวร้าวรุนแรง รพ.จิตเวชนครพนมฯ เร่งศึกษา "สติบำบัด" กับผู้ป่วยเพิ่มความเข้มแข็งทางจิตใจ ป้องกันเสพยาบ้าซ้ำ เตรียมขยายผลเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพฯ

น.ต.นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า วันที่ 26 มิ.ย.ของทุกปี เป็นวันต่อต้านยาเสพติดโลก ซึ่งปัญหาหลักที่ประเทศไทยและทั่วโลกเผชิญขณะนี้คือยาบ้า ที่กำลังสร้างปัญหาใหญ่ให้กับวงการจิตเวชทั่วโลก เนื่องจากสารชนิดนี้จะเข้าไปทำลายสมอง ก่อให้เกิดทั้งผู้ป่วยโรคจิตเวชรายใหม่ ที่น่าวิตกมีผลการศึกษาในหลายประเทศพบว่า ผู้ป่วยโรคจิตเภทเสพยาบ้าร่วมด้วยถึงร้อยละ 11-31 แนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าคนทั่วไป 5 เท่าตัว โดยผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้ยาบ้าร่วมด้วย ส่งผลให้ประสิทธิภาพการรักษาต่ำลง เกิดอาการทางจิตเพิ่มขึ้นเช่นก้าวร้าวรุนแรง ระดับความซึมเศร้าสูงขึ้น มีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสูงขึ้น เป็นเหตุต้องกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาลซ้ำและถี่ขึ้น เป็นภาระแก่ผู้ดูแล ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น

“ผลการศึกษากรมสุขภาพจิตปี 2559 พบว่าผู้ป่วยจิตเภทหลังรักษามีอาการกำเริบต้องกลับเข้ารักษาในโรงพยาบาลซ้ำอีกอยู่ที่ร้อยละ 31 โดยมีต้นเหตุสำคัญมาจากการใช้สารเสพติด ที่ใช้มากที่สุด คือ ยาบ้า สาเหตุที่ผู้ป่วยหันไปเสพยาบ้า ได้แก่ เพื่อให้เกิดมึนเมา ลดความไม่สบายใจ ความวิตกกังวล ลดความประหม่าในการเข้าสังคม บางรายใช้ลดความไม่สุขสบายจากฤทธิ์ยาและลดอาการประสาทหลอนของตัวเองเมื่อขาดยา รวมทั้งเพื่อนชักชวน ผู้ป่วยจะมีอาการหูแว่ว เช่น ได้ยินเสียงคนพูดทั้งๆที่ไม่มีคนพูด ประสาทหลอน ระแวงคิดว่าจะมีคนมาทำร้าย วอกแวก ขาดสมาธิ ซึ่งเป็นอาการทางจิตที่รุนแรงขึ้น เป็นอันตรายทั้งต่อผู้ป่วยเองและสังคมรอบข้าง ทั้งที่ๆโรคนี้สามารถใช้ยารักษาหายหรือควบคุมอาการให้อยู่ในระดับปกติได้ ผู้ป่วยจิตเภททั่วไปที่นอนโรงพยาบาลจะมีค่ารักษาครั้งละประมาณ 20,000 บาท ต่อคน ทั้งนี้ ได้ให้โรงพยาบาลจิตเวชนครพนมฯทำการศึกษาวิจัยเพื่อแก้ไขป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยจิตเภทที่ผ่านการบำบัดรักษาแล้ว หันไปเสพยาบ้า” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว

นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์ กล่าวว่า ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ โรงพยาบาลฯได้นำวิธีการ “บำบัดโดยใช้สติเป็นฐาน” หรือเรียกว่า เอ็มบีทีซี-อาร์พี (Mindfulness- based Therapy and Counseling for Relapse Prevention :MBTC-RP) มาบำบัดในกลุ่มผู้ป่วยในเพิ่มเติม สร้างความเข้มแข็งจิตใจให้ผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้ยาบ้าให้สามารถควบคุมตนเองได้ดีขึ้น ป้องกันการกลับไปเสพยาบ้าซ้ำ โดยจะเริ่มบำบัดหลังจากผู้ป่วยรักษาด้วยยาไปแล้ว 1-2 สัปดาห์และมีอาการทางจิตทุเลาแล้ว ดำเนินการเป็นเวลา 2 เดือนครึ่ง ตั้งเป้าศึกษาผู้ป่วยกลุ่มตัวอย่างนำร่องขั้นต่ำ 30 คน ขณะนี้ทำไปแล้ว 11 คน โดยศึกษาทั้งอยู่ในโรงพยาบาล ซึ่งจะฝึกสติบำบัดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 8 ครั้ง ในระหว่างนี้จะมีกิจกรรมให้ผู้ป่วยทำต่อเนื่อง และศึกษาหลังออกจากโรงพยาบาลไปอยู่บ้าน โดยจะโทรศัพท์ติดตามประเมินการฝึกกิจกรรมและประเมินการนำสติบำบัดไปจัดการกับความอยากเสพยาบ้าและการแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น อารมณ์หงุดหงิดเป็นต้นทุกสัปดาห์ ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ ซึ่งจะทำการประเมินผลกลุ่มแรกนี้ในเดือนสิงหาคม 2560 ในเบื้องต้นพบว่ามีแนวโน้มที่ดี ผู้ป่วยควบคุมตัวเองดีขึ้นกว่าเดิม

"การทำสติบำบัดไม่ใช่การฝึกทำสมาธิทั่วไป แต่เป็นการบำบัดโดยผู้ที่ได้รับการอบรมและผ่านการรับรองเป็นผู้บำบัดด้วยสติบำบัดจากกรมสุขภาพจิต เป็นการฝึกให้ผู้ป่วยรู้เท่าทันความคิดตัวเอง มีทักษะการหยุดความคิดตัวเอง โดยเฉพาะความคิดเรื่องการใช้ยาเสพติด มีสติอยู่กับกิจกรรมที่ทำในปัจจุบัน ไม่วอกแวกไปกับความคิดอื่นที่จะนำพาไปสู่พฤติกรรมการใช้สารเสพติดแบบเดิมๆ ทั้งนี้ จะมีการใช้รูปแบบสติบำบัดที่ได้จากกลุ่มผู้ป่วย 30 คนแรก ไปขยายผลศึกษาเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยจิตเภทที่ใช้วิธีการบำบัดด้วยวิธีอื่น เช่น วิธีการเสริมแรงจูงใจ ใช้ขนาดกลุ่มใหญ่ขึ้นตามมาตรฐานการวิจัยในระดับสากลอย่างเต็มรูปแบบในปี 2561 เพื่อวัดประสิทธิผลการกลับไปใช้ยาบ้า ใช้เวลาศึกษา 2 เดือนครึ่ง โดยจะใช้วิธีการตรวจปริมาณยาบ้าในเส้นผมทางห้องปฏิบัติการ เพื่อยืนยันประวัติการใช้ยาบ้า เปรียบเทียบก่อน-หลังการเข้าโปรแกรมบำบัดและเปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม" นพ.กิตต์กวี กล่าว

นพ.กิตต์กวี กล่าวว่า การตรวจหายาบ้าในปัสสาวะมีข้อจำกัด จะตรวจพบได้ในระยะสั้นๆประมาณ 3-5 วันหลังเสพครั้งสุดท้าย แต่ข้อดีของของการตรวจในเส้นผม จะสามารถตรวจพบหลังเสพครั้งสุดท้ายเป็นระยะเวลานับสัปดาห์หรือเป็นเดือนขึ้นอยู่กับความยาวของเส้นผม ซึ่งตามปกติเส้นผมจะยาววันละ 0.2 มิลลิเมตร การตรวจปริมาณยาบ้าในเส้นผมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลจิตเวชนครพนมฯกับภาควิชานิติเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งในปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการเพียงไม่กี่แห่งในประเทศไทยที่สามารถตรวจวิธีนี้ได้ และจะนำผลการวิจัยนี้ไปขยายผล ผลักดันเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพคนไทยต่อไป

ที่มา : http://www.manager.co.th/asp-bin/mgrview.aspx?NewsID=9600000065105